ถ้าคุณกำลังถ่ายตัวแบบ ที่อยู่นิ่งๆ ด้วยกล้องที่วางอยู่นิ่งๆ จะโฟกัสได้ง่ายมากๆ แต่ถ้าวัตถุใดในภาพเริ่มมีการเคลื่อนไหว ก็จะโฟกัสได้ยากขึ้น ถ้าทั้งตัวแบบและตัวกล้องเคลื่อนที่ทั้งคู่ เกมการไล่ล่าหาโฟกัสก็จะเริ่มต้นขึ้น

     ว่าด้วยเรื่องของออโต้โฟกัส ถ้าคุณอ่านข้อความเชิญชวนในแง่การตลาดของกล้อง DSLR ส่วนใหญ่สังเกตว่ามันจะเน้นไปที่ ฟีเจอร์ออโต้โฟกัส อยู่บ่อยๆ แค่คุณเปิดระบบการติดตามอันชาญฉลาด กล้องก็จะจับใบหน้า ติดตามตัวแบบ และรักษาโฟกัสให้ตลอดการถ่ายภาพ ถ้าเป็นในแง่ทฤษฎี ก็คงใช่ แต่ในแง่ของการฝึกฝนนั้น ออโต้โฟกัสแทบจะไร้ประโยชน์ไปเลย ฟีเจอร์นี้จะทำให้กล้องมีการปรับโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา โอกาสที่มันจะไปจับโฟกัสผิดที่ก็มีสูง ถ้าแพนหรือเอียงกล้องแค่นิดหน่อย กล้องก็จะเริ่มค้นหาจุดโฟกัสใหม่แล้ว ช่างภาพวิดีโอระดับมืออาชีพไม่ใช้ออโต้โฟกัสกันหรอก ดูๆไปแล้วมันก็ดีอยู่นะ ที่จะใช้ฟีเจอร์นี้ เพื่อล็อกให้ภาพคมชัดก่อนเริ่มถ่าย แต่อย่าได้คาดหวัง ว่ามันจะรักษาโฟกัสให้คุณไปตลอด แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ภาพที่อยู่ในโฟกัสล่ะ คำตอบก็คือ ใช้หลักการเดียวกับการจัดองค์ประกอบภาพเลย นั่นคือ ฝึก ฝึก แล้วก็ฝึก ของแบบนี้ต้องใช้เวลา ให้คุณหัดใช้วงแหวนสำหรับโฟกัสบ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญไปเอง เวลาฝึกไม่จำเป็นต้องฝึกกับอะไรที่ง่ายๆเสมอไป ลองของยากบ้างก็ได้ อย่างช่างภาพระดับมืออาชีพหลายคนก็มักจะซ้อมถ่ายอะไรที่ซับซ้อนอยู่เสมอ ไม่ต้องเขินอายที่จะต้องถ่ายอะไรสักอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือกลัวกับความผิดพลาดเพราะนั่นคือ บทเรียนที่ดี ที่จะช่วยพัฒนาทักษะ และยกระดับผลงานของคุณ ให้ดีขึ้น เปลี่ยนค่า f-stop ยิ่งคุณเปิดรูรับแสงกว้างเท่าไหร่ แสงก็จะยิ่งผ่านเข้าไปในกล้องมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะได้ระยะชัดลึกที่ตื้นขึ้นแล้ว นี่ยังถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องดี สำหรับการถ่ายในที่ที่มีแสงน้อย ถ้าคุณรู้สึกว่าโฟกัสได้ลำบากเหลือเกิน ก็ให้ลองลดขนาดรูรับแสงลง การเปลี่ยนค่า f-stop ไปเป็น f/8 จะช่วยให้โฟกัสได้ง่ายกว่า f/4 นะ แน่นอนว่าพอเปลี่ยนค่ารูรับแสงแล้ว ค่าการเปิดรับแสงโดยรวม ก็จะเปลี่ยนไปด้วย จึงต้องมีการชดเชยเข้าช่วย ทำได้ ดังนี้ เพิ่มแสงในฉากให้มากขึ้น โดยใช้แสงแวดล้อมหรือแสงจากไฟ ที่ใช้ถ่ายวิดีโอเปลี่ยนสถานที่ ฯลฯ เปลี่ยนค่า ISO เพื่อเพิ่มความไวแสงของกล้อง DSLR รุ่นใหม่ๆสามารถถ่ายที่ iso 1200 หรือ 1600 ได้โดยไม่มีน็อยส์มากวนมากเกินไป