การจัดองค์ประกอบภาพก็คือการจัดสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเฟรมให้ดูดี ลักษณะการจัดองค์ประกอบจะมีผลอย่างมากต่อการรับรู้ถึงสิ่งที่ช่างภาพต้องการสื่อถึงผู้ชม ภาพแบบเต็มเฟรมจะตอบสนองด้านอารมณ์ ส่วนภาพที่เล่นกับมุมมองในการเล่าเรื่องจะดึงให้ผู้ชมเหมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ได้ ซึ่งถ้าคุณได้ชมภาพยนต์หลายๆเรื่องจะเห็นว่าแต่ละเรื่องมีการนำเสนอภาพในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการเปลี่ยนมุมกล้องจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับชิ้นงานของคุณได้และการใช้มุมกล้องที่ดีจะช่วยดึงผู้ชมเข้าไปอยู่ในฉากได้

     นอกจากการจัดองค์ประกอบภาพแล้ว มุมกล้องและความสูงของกล้องก็สำคัญไม่แพ้กัน การจัดกล้องไว้ในตำแหน่งที่สัมพันธ์กันกับตัวแบบ จะทำให้ผู้ชมเข้าถึงตัวแบบได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความหลากหลายในแต่ละช็อต สามารถซูมและเคลื่อนกล้องไปทางซ้ายหรือขวาควบคู๋กับการปรับเปลี่ยนความสูงและมุมของขาตั้งกล้อง และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของรูปแบบของมุมกล้องซึ่งมีอยู่ 4 มุม ด้วยกัน ได้แก่

ระดับสายตา ในการถ่ายทำสารคดี , ข่าว หรือการรายงานที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง มักจะถ่ายที่ระดับสายตา เพราะนี่คือรูปแบบที่คนเราเห็นเป็นปกติอยู่แล้ว เป็นมุมกล้องที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกสบายตาเวลาชม เช่น ตัวแบบเป็นเด็กซึ่งมีความสูงน้อยกว่าผู้ถ่าย ผู้ถ่ายจึงต้องปรับความสูงของกล้องให้เสมอกับความสูงของเด็กน้อย

มุมสูงหรือเหนือศีรษะ ถ้าหากคุณตั้งกล้องไว้เหนือตัวแบบ ก็จะได้มุมกล้องที่เหมือนก้มลงไปมอง มีอยู่หลายครั้งที่ให้ความรู้สึกว่าผู้ชมมีพลังมากกว่าตัวแบบ จนบางทีกลายเป็นลดความสำคัญลงไป แต่อย่างไรก็ดี มุมกล้องแบบนี้ก็สามารถสร้างมุมมองในการเล่าเรื่องราวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเล็งกล้องก้มลงไปหาพัตเตอร์และหลุมให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ เหมือนกับว่าตัวผู้ชมเองได้ยืนอยู่ตรงนั้น

มุมต่ำ ภาพมุมต่ำ คือการตั้งกล้องไว้ต่ำกว่าตัวแบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสำคัญให้ตัวแบบได้มากขึ้น และยังช่วยเพิ่มอารมณ์ให้กับฉากด้วย เช่น การวางกล้องไว้บนพื้นเพื่อถ่ายภาพก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้

มุมเฉียง บางครั้งกล้องอาจถูกวางไว้เฉียงๆ ที่มุมใดมุมหนึ่ง ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เรียกว่า Dutch Angle ปกติแล้วจะวางเฉียงอยู๋ในช่วง 25– 45 องศา เป็นมุมกล้องที่ให้ความรู้สึกอึดอัดนิดๆ สื่อถึงบรรยากาศเครียดๆ หน่อยๆ การถ่ายมิวสิควิดีโอจะใช้มุมกล้องแบบนี้อยู่บ่อยๆส่วนการถ่ายเชิงสารคดีแทบจะไม่ใช้เลย