การทรานส์โค้ด (Transcode) ก็คือการแปลงวิดีโอจากกล้องให้เป็นไฟล์ในอีกฟอร์แมตหนึ่งนั่นเอง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ หยิบไปใช้ เพื่อตัดต่อได้ง่ายขึ้น ฟอร์แมตอย่างเช่น H.264 มีการบีบอัดสูงและต้องใช้พลังในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ เพื่อคลายข้อมูลไฟล์ออกในระหว่างที่โอนย้าย เพื่อให้การทำงานดีขึ้น มือโปรหลายๆคนจะทรานส์โค้ดไฟล์ไปเป็นฟอร์แมตใหม่ เพื่อให้นำไปตัดต่อได้ กระบวนการนี้มักจะใช้พื้นที่ดิสก์ราวๆ 6-10 เท่า และการบีบอัดวิดีโอมักจะต้องอาศัย RAM หรือไม่ก็การ์ดจอของคอมพิวเตอร์ ดังนั้น การแปลงวิดีโอตั้งแต่เริ่มแรกด้วยการทราส์โค้ดจะดีดขั้นตอนนั้นทิ้งไปโดยปริยาย

     จำเป็นต้องทรานส์โค้ดหรือไม่ 2-3 ปี ที่ผ่านมา การทรานส์โค้ดเป็นสิ่งที่จำเป็น คลิปวิดีโอทุกคลิปต้องถูกแปลงไปเป็นอีกฟอร์แมตหนึ่ง เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานกับโปรแกรมตัดต่อวิดีโอได้ ในการทรานส์โค้ดนั้น เครื่องมือแต่ละตัวก็มีวิธีการของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คุณอิมพอร์ตไฟล์เข้าไปใน Final Cut Pro X คุณสามารถเลือกเพื่อปรับไฟล์เพื่อให้ใช้งานได้ โดยโปรแกรมตัดต่อจะเริ่มแปลงไฟล์วิดีโอของคุณอยู่เบื้องหลังขณะที่อิมพอร์ต แม้ว่าการทำงานในลักษณะนี้จะใช้ได้ผล แต่มือโปรหลายคนก็มักจะมองหาโปรแกรมอื่นมาใช้เพื่อช่วยให้ทรานส์โค้ดได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น การใช้โปรแกรมสำหรับทรานส์โค้ดโดยเฉพาะนั้นทำให้คุณสามารถทำงานบนคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นควบคู่กันไปได้ด้วย ทำให้ไม่เกิดการหน่วง ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถทำงานอะไรได้เลยในระหว่างที่อิมพอร์ต เครื่องที่แนะนำคือ Apple Compressor โปรแกรมสำหรับเครื่อง Mac ที่มีให้ดาวน์โหลด Mac App Store ราคาประมาณ 1500 บาท เป็นโปรแกรมสำหรับทรานส์โค้ดและบีบอัดแบบเต็มรูปแบบ และ Cineform Studio หรือ NeoScene เป็นตัวบีบอัดข้อมูลและมี Codec เป็นของตัวเอง สำหรับ Studio เป็นเครื่องมือที่ใช้กับสื่อแบบ H.264 ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.GoPro.com ส่วนชุด NeoScene แบบสมบูรณ์นั้นมีราคาเกือบ 4พันบาท รองรับฟอร์แมตของไฟล์ได้หลากหลายกว่า เครื่องมือทั้ง 2 นี้ จะแปลงให้มี Codec แบบ Cineform ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งบน Windows และ Mac และสำหรับ MPEG Streamclip มีประโยชน์อยู่ อย่าง อย่างแรกคือมันฟรี และอย่างที่สองคือ มันทำงานได้เร็วมาก ข้อเสียอย่างเดียวคือไม่มีพรีเซ็ตสำเร็จรูปให้ใช้งาน และคุณต้องค้นหาและเลือกใช้ Codec ด้วยตนเอง